Government shut-down ฉบับประเทศไทย (สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามข่าวอเมริกา เมื่อเดือนตุลาฯที่ผ่านมา ที่เมกาก็มีการหยุดการทำงานของรัฐบาล (ไม่ใช่แค่กระทรวง แต่ปิดทุกอย่าง) เนื่องมาจากทั้งสองพรรคการเมืองตกลงกันไม่ได้เรื่องประกันสุขภาพ)
ต้องพูดไว้ก่อนว่าทั้งสองเหตุการณ์แทบจะไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้เลย เพราะทั้งเสียงข้างมากและข้างน้อย เค้ามีจรรยาบรรณมากกว่าเมืองไทยเยอะ การปิดรัฐบาลอเมริกาก็ถูกต้องตามกฎหมาย (ถึงแม้จะผิดหลักการ)
แล้วสิ่งที่เหมือนกันคืออะไร ผลที่ออกมาก็คือปิดรัฐบาลเหมือนกัน เป็นสิ่งที่ไม่มีใครต้องการ แต่ทำไมทั้งสองประเทศถึงต้องเดินมาเส้นทางนี้
ความจริงที่ลำบาก (inconvenient truth) ก็คือทั้งโลกการเมืองและธุรกิจ ผลลัพธ์อยู่ที่อำนาจการต่อรอง ไม่ได้อยู่ที่ความยุติธรรมหรือความถูกต้อง ไม่จำเป็นต้องยุติด้วยการเจรจา(อย่างที่หลายคนเรียกร้อง)ด้วยซ้ำ
การเจรจาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจการต่อรองที่เหนือกว่าการเจรจา อย่างที่อเมริกา เนื่องจากกฎหมายประกันสุขภาพผ่านรัฐสภากลายเป็นกฎหมายแล้ว ฝ่าย democrat มีอำนาจการต่อรองที่เหนือกว่าการเจรจา คืออยู่เฉยๆ ฝ่าย democrat ไม่ต้องการจะเจรจา ฝ่าย republican จึงต้องใช้การปิดรัฐบาลเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรอง ด้วยหวังว่าเมื่ออำนาจการต่อรองเท่ากันแล้วจะสามารถบังคับให้ฝ่าย democrat หันมาเจรจาได้
มาดูประเทศไทยบ้าง ทำไมการเจรจาถึงไม่เกิดขึ้น และยังมีทางเป็นไปได้ไหม เนื่องจากพรรครัฐบาลคุมทั้งสภาผู้แทน และมีอำนาจเหนือกว่าในวุฒิสภา ในทางกฎหมายรัฐบาลมีอำนาจการต่อรองที่ไม่ใช่แค่เหนือกว่าแต่ชนะทุกกรณี รัฐบาลจึงไม่จำเป็นต้องเจรจา(ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ไม่ต้องฟังใคร) ฝ่ายเสียงข้างน้อยไม่มีวิธีทางกฎหมายที่จะเพิ่มอำนาจการต่อรองนอกเหนือจากศาลรัฐธรรมนูญและปปช. จึงต้องใช้วิธีอื่นเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรอง สุดท้ายก็บังเอิญเป็นทางเดียวกันกับอเมริกาคือปิดรัฐบาล (แต่ของสุเทพไม่ถูกกฎหมาย)
ปิดรัฐบาลเพียงพอไหมที่จะเพิ่มอำนาจการต่อรอง สำหรับอเมริกาสรุปแบบสั้นๆว่าไม่พอ(จริงๆเรื่องยังไม่จบ) ทั้งนี้เนื่องจากประชาชนส่วนมากยังเห็นว่าเรื่องประกันสุขภาพนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่จำเป็นต้องเจรจา (ส่วนหนึ่งก็คงมีผลประโยชน์ร่วม) ส่วนเมืองไทย ถ้าจะเจรจาจะเจรจาเรื่องอะไรก็ยังไม่มีข้อสรุป ตั้งแต่ยุบสภา พรบ.สองล้านล้าน โครงการน้ำ จำนำข้าว (เรื่องทุจริตกลายเป็นสิ่งที่ต้องเจรจา เพราะฝ่ายบังคับกฎหมายก็อยู่ฝ่ายรัฐบาล) แต่สิ่งสำคัญคือต้องเรียบเรียงให้ได้ว่ามีเรื่องอะไรบ้าง ประชาชนจะได้ตัดสินใจว่าเรื่องเหล่านี้จำเป็นต้องเจรจาหรือเปล่า
อย่างไรก็ตาม ถ้าอำนาจการต่อรองยังไม่เท่ากัน เราก็คงไม่มีทางได้เห็นการเจรจา